Glass House หรือบ้านเรือนกระจก เป็นดีไซน์บ้านยอดนิยมในปัจจุบัน โดยมีจุดเด่นคือความโปร่งใสของเพดานจากกันสาดใส และผนังที่สามารถเชื่อมความสัมพันธ์ตัวบ้านกับภูมิทัศน์ที่รายล้อม ทำให้ภายในบ้านได้ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างเต็มที่ เพราะในช่วงเช้าบ้านจะได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ช่วยให้บ้านโปร่งโล่งดูกว้างขึ้น หรือในช่วงเวลากลางคืนสามารถมองดูดวงดาว บนท้องฟ้าได้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม หลายคนคงกังวลว่าการสร้างกลาสเฮาส์ไม่เหมาะกับประเทศไทย เพราะประเทศไทยอยู่ในเขตสภาพอากาศร้อนชื้น จึงทำให้แสงแดดในช่วงกลางวัน และในช่วงบ่ายนั้นแรงมาก อีกทั้งแสงแดดที่ทะลุผ่านเข้าไปในตัวบ้าน อาจทำให้เกิดอุณหภูมิความร้อนสะสม ดังนั้น ในบทความนี้ ดีไลท์ จะขอแนะนำเทคนิคสร้าง Glass House ให้เหมาะสมกับแสงแดดประเทศไทย และสามารถตอบโจทย์ของผู้อยู่อาศัย ด้วยหลังคาสกายไลท์ (Skylight) หรือกันสาดใส
Glass House คืออะไร ?
Glass House คือ อาคารที่ได้รับการออกแบบให้ผนัง รวมถึงบางส่วนของหลังคาหรือเพดาน ใช้วัสดุโปร่งใสเป็นองค์ประกอบหลัก เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติ และเชื่อมต่อมุมมองจากภายในสู่ภายนอกอย่างเต็มที่
ถอดลักษณะเด่นของ Glass House มีอะไรบ้าง ?
กลาสเฮาส์ เป็นงานสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน สามารถสังเกตและเข้าใจรูปแบบได้ไม่ยาก ซึ่งคอนเซปต์ลักษณะเด่น สามารถสรุปได้ ดังนี้
- การใช้กระจกเป็นวัสดุหลัก
เรือนกระจกเลือกใช้กระจกเป็นวัสดุหลักแทนผนังทึบแบบดั้งเดิม รวมไปถึงบางส่วนของหลังคา เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และเปิดมุมมองสู่ภายนอกอย่างเต็มที่
- โครงสร้างเรียบง่าย
โครงสร้างของเรือนกระจกมักใช้โครงเหล็ก หรือคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นองค์ประกอบหลัก โดยเน้นเส้นสายที่เรียบ และมีขนาดเล็ก เพื่อลดการบดบังทัศนียภาพภายนอก อีกทั้งโครงสร้างยังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกระจกแผ่นใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องมีเสากลาง
- การจัดวางพื้นที่แบบเปิดโล่ง
ภายในอาคารนิยมออกแบบพื้นที่แบบ Open Plan ลดการกั้นห้องด้วยผนัง เพื่อเชื่อมโยงทุกฟังก์ชันการใช้งานเข้าด้วยกัน ช่วยให้พื้นที่ภายในดูกว้าง และโปร่งโล่ง
เจาะลึกประโยชน์กลาสเฮาส์ ต่างจากอาคารทั่วไปอย่างไร ?
กลาสเฮาส์ มีประโยชน์ที่ทำให้นิยมในการออกแบบอาคารสมัยใหม่ โดยมาจากจุดเด่นของบ้านกระจกที่ทำให้หลายคนเลือกใช้งาน ดังนี้
- โปร่งโล่งสบายตา
ด้วยการออกแบบผนัง และเพดานให้ใช้วัสดุโปร่งใสเป็นหลัก ทำให้พื้นที่ภายในดูสว่าง โล่ง และกว้างขึ้น ผู้อยู่อาศัยสามารถมองเห็นวิวโดยรอบได้อย่างเต็มที่ ไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนการใช้ผนังทึบ เหมาะกับผู้ที่ต้องการบรรยากาศผ่อนคลาย และใกล้ชิดธรรมชาติ
- รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่
แนวคิดการออกแบบบ้านยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับการเปิดรับแสงธรรมชาติ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งบ้านกระจกสามารถดึงแสงจากภายนอกเข้าสู่ตัวอาคารได้ตลอดวัน ทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานในช่วงกลางวันได้อีกด้วย
- เพิ่มความหรูหรา และความทันสมัย
แม้ไม่ต้องตกแต่งภายในมากก็ยังดูหรูหรา มีระดับ และเข้ากับอาคารสไตล์ต่าง ๆ ได้มาก ไม่จำกัดเฉพาะบ้านโมเดิร์น เหมาะกับอาคารที่ต้องการความทันสมัย และความหรูหราในเวลาเดียวกัน
เสน่ห์ของ Glass House สถาปัตยกรรม ที่ไม่เคยตกยุค
จุดเริ่มต้นของกลาสเฮาส์ต้องย้อนไปเมื่อ 70 กว่าปีที่แล้ว เป็นหนึ่งในผลงานตัวอย่างในยุค Modernist Architecture หรือสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ โดยผู้ออกแบบกลาสเฮาส์คือ Philip Johnson เป็นสถาปนิกชื่อดังในช่วงกลางยุคศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาททำให้ Modernise โด่งดังมาถึงปัจจุบัน ในการออกแบบ Glass House ของ Philip Johnson ได้รับแรงบันดาลใจจาก Farnsworth House ของ Mies van der Rohe โดยบ้านทั้ง 2 หลังนี้ มีแนวคิดที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ Glass House จะใช้วัสดุกระจกใสรอบบ้านทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวบ้านล้อมด้วยกระจกใสทั้งหมด แต่พื้นที่ในบางส่วนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เช่น ห้องน้ำ ถูกก่อสร้างด้วยอิฐทึบเป็นรูปทรงกระบอก อีกทั้ง กลาสเฮาส์สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1949 โดยเสร็จก่อนบ้านที่ได้รับแรงบันดาลใจ อย่าง Farnsworth House ระยะเวลา 2 ปี หลังจากนั้นบ้านหลังนี้ถูกจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนทั่วไปเข้ารับชมได้
สำรวจจุดไหนของบ้าน สามารถต่อเติม Glass House ด้วยกันสาดใส
การเปลี่ยนผนังบ้าน และเพดานเป็นกันสาดใส ช่วยให้มองวิวรอบบ้านได้อย่างชัดเจน และแสงจากธรรมชาติที่สามารถเข้าได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเหมาะกับการทำห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน ดังนี้
- ห้องนั่งเล่น
การปรับเปลี่ยนห้องนั่งเล่นเป็นกลาสเฮาส์ สามารถพบเห็นได้จากการตกแต่งในหลาย ๆ คาเฟ่ เพราะตัวหลังคาใส ทำให้ภายในห้องมีความปลอดโปร่ง และมีแสงสว่างส่องถึงทุกที่จึงเหมาะแก่การเป็นห้องนั่งเล่น ไว้สำหรับพบปะพูดคุย หรือสังสรรค์ เพราะห้องจะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และไม่อึดอัด ทั้งนี้เพื่อให้สามารถมองเห็นวิวได้อย่างเต็มที่ ควรมีการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับการนั่งชมวิว
อีกทั้งห้องนั่งเล่นของใครหลาย ๆ คนมักถูกจัดเป็นมุมสำหรับเป็นห้องอ่านหนังสือ ซึ่งแสงสว่างมีผลต่อการอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะอ่านหนังสือผ่านกระดาษ หรือบนหน้าจอ ควรอ่านในบริเวณที่มีแสงธรรมชาติเข้าถึง เนื่องจาก แสงจากธรรมชาตินอกจากทำให้อ่านหนังสือได้ดีขึ้น แล้วยังเป็นมิตร ช่วยถนอมสายตาของเราอีกด้วย ซึ่งป้องกันสายตาอ่อนล้า และสายตาสั้นในอนาคต
- ห้องน้ำ
ไอเดียห้องน้ำกลางแจ้ง เริ่มเป็นที่นิยมในโรงแรม รีสอร์ต รวมถึงบ้าน ซึ่งห้องน้ำกลางแจ้ง หรือห้องน้ำโปร่งแสง ช่วยให้สัมผัสบรรยากาศความโปร่งโล่ง และสบายตัว จากการมองเห็นวิวธรรมชาติ โดยห้องน้ำถือเป็นพื้นที่อับชื้น และเป็นที่สะสมของแบคทีเรียภายใน ดังนั้น ติดตั้งหลังคาใส จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ อีกทั้งห้องน้ำ กลายเป็นพื้นที่ในการรังสรรค์ไอเดีย และความคิดบางอย่าง
เพราะในห้องน้ำเป็นพื้นที่ส่วนตัว ไม่มีใครรบกวน ดังนั้น การเปลี่ยนมุมห้องน้ำเป็นกลาสเฮาส์ ช่วยให้สมองได้ผ่อนคลายระหว่างทำกิจกรรมในห้องน้ำ มากกว่าทำห้องน้ำแบบปิดทึบ ซึ่งหากใครกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ก็สามารถเปลี่ยนเพียงหลังคา เป็นหลังคาใส เพื่อรับแสงจากธรรมชาติในช่วงกลางวัน ทดแทนการใช้แสงจากหลอดไฟ
- ห้องนอน
ห้องนอน ถือเป็นพื้นที่ต้องมีแสงสว่างเข้าถึงอย่างเพียงพอ เพราะแสงแดดในยามเช้า ถือเป็นนาฬิกาปลุกของใครหลาย ๆ คน อีกทั้งแสงสว่างจากภายนอก จะช่วยให้บรรยากาศภายในห้องกว้างขึ้น และสบายตามากกว่าเดิม ทั้งนี้หากต้องการรักษาความเป็นส่วนตัว ก็สามารถติดตั้งมู่ลี่ หรือม่านเพิ่มเติมได้
- ทางเดินภายในบ้าน
ในจุดทางเดินภายในบ้านบางหลัง อาจมีทางเดินที่แคบ หรือมีผนังกั้นไว้ ทำให้แสงไม่สามารถส่องเข้าถึง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมืดทึบ ซึ่งการเติมหลังคาใส สามารถช่วยให้บ้านดูสว่างขึ้น อีกทั้งทำให้ทางเดินภายในบ้านดูโปร่งโล่ง ไม่อึดอัดจนเกินไป
- พื้นที่อเนกประสงค์
พื้นที่อเนกประสงค์กลายเป็นห้อง หรือพื้นที่โล่งที่สำหรับใช้งานจิปาถะ เช่น กลายเป็นพื้นที่เก็บของ และพื้นที่สำหรับการซักล้าง ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวต้องได้รับแสงแดด และอากาศถ่ายเท
เพราะประเทศไทยมีฤดูฝนที่ยาวนานที่สุดใน 1 ปี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ไปจนถึงเดือนตุลาคม จึงทำให้หลาย ๆ บ้านต้องตากผ้าในที่ร่ม ดังนั้น การติดตั้งหลังคาใสก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี ทำให้พื้นที่ดังกล่าวไม่เสียประโยชน์
อ่านเพิ่มเติม 9 จุดติดตั้งกันสาดใส เติมแสงธรรมชาติให้กับบ้าน
เทคนิคสร้าง Glass House ให้สวยงาม กันความร้อน ด้วยหลังคาใส
แม้จะเรียกว่ากลาสเฮาส์ แต่ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดเพียงการใช้กระจกเท่านั้น เนื่องจากวัสดุก่อสร้างมีการพัฒนา จึงมีวัสดุโปร่งแสงที่ให้ความใสใกล้เคียงกระจก แต่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และช่วยลดความร้อนได้ดีกว่า การนำหลังคาใส มาใช้ทั้งในส่วนหลังคาและผนังอาคาร จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยสร้าง โดยมีเทคนิคสำคัญดังนี้
- เลือกวัสดุหลังคาใสที่กันความร้อนได้จริง
เทคนิคแรก ควรเลือกวัสดุโปร่งแสงที่มีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV และลดการสะสมความร้อน เช่น ไฟเบอร์กลาส หรือโพลีคาร์บอเนตแบบเคลือบสารกันร้อน เพื่อให้แสงธรรมชาติส่องผ่านได้โดยไม่ทำให้ภายในอาคารร้อนอบอ้าว
- ออกแบบองศาหลังคาให้ระบายความร้อนได้ดี
สิ่งสำคัญต่อมา ให้ออกแบบองศาหลังคาให้มีความลาดเอียงเหมาะสม จะช่วยให้อากาศร้อนลอยตัวออกจากอาคารได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยลดการสะสมของความร้อนใต้หลังคา และยังช่วยระบายน้ำฝนได้ดี ไม่เกิดการสะสมของตะไคร้น้ำ
- เลือกโครงสร้างที่บาง
สุดท้าย ควรใช้โครงสร้างเหล็กหรือวัสดุที่มีความแข็งแรงแต่มีหน้าตัดเล็ก เพื่อไม่ให้บดบังความโปร่งของอาคาร
แนะนำกันสาดใสจาก D-Lite เหมาะสำหรับสร้าง Glass House
การสร้างกลาสเฮาส์ มีข้อควรระวังเล็กน้อย คือ ความร้อนจากแดด ควรติดตั้งม่าน หรือมู่ลี่เพื่อใช้สำหรับบังแดดในบางช่วงเวลาที่มีแดดจัด แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม อย่าง กันสาดโปร่งแสง เนื่องจาก สภาพอากาศประเทศไทย ไม่ได้เอื้อต่อการติดตั้งหลังคาใสมากเท่าไหร่ ดังนั้น ควรติดตั้งกันสาดโปร่งแสงร่วมกับกันสาดใส เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนจากแสงแดด และรังสี UV ได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับกันสาดที่สามารถตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ได้ และเหมาะกับการสร้างกลาสเฮาส์ให้สวยงาม เราก็ขอแนะนำหลังคา D-Lite ผลิตภัณฑ์กันสาดที่ได้มาตรฐานจากประเทศออสเตรเลีย แถมมีกันสาดให้เลือกถึง 4 แบบ ดังนี้
- กันสาดดีไลท์ ลอนฟูจิ
กันสาดดีไลท์ ลอนฟูจิ ผลิตจาก GRP (Glass Reinforced Polyester) วัสดุคุณภาพสูงลิขสิทธิ์เฉพาะจากแอมเพิลไลท์ออสเตรเลีย และมีดีไซน์แผ่นที่เรียบ มินิมอล สไตล์ญี่ปุ่น จึงเป็นกันสาดโปร่งแสงที่ให้คุณสัมผัสแสงจากธรรมชาติ อีกทั้งโดดเด่นด้วยเทคโนโลยี 2 COATS SYSTEM ผลิตภัณฑ์เคลือบด้านบน และด้านล่าง ช่วยให้แผ่นแข็งแรงทนทานใช้งานได้ยาวนาน นอกจากนี้ กันสาดดีไลท์ ลอนฟูจิ มีให้เลือก 2 สีคือ สีขาวไอซ์ และสีเทาโมเดิร์น ซึ่งเหมาะสำหรับนำไปเป็นกันสาดกลาสเฮาส์ เฉพาะสีขาวไอซ์
- กันสาดดีไลท์ ลอนคลื่น
กันสาดดีไลท์ ลอนคลื่น เป็นกันสาดที่ผลิตจาก GRP (Glass Reinforced Polyester) เป็นวัสดุคุณภาพสูงลิขสิทธิ์เฉพาะแอมเพิลไลท์ประเทศออสเตรเลีย มีให้เลือกทั้งแบบโปร่งแสง และทึบแสง โดยรุ่นโปร่งแสงให้แสงธรรมชาติส่องผ่าน เข้าสู่ภายในบ้าน และรุ่นทึบแสง เน้นให้ร่มเงาแก่บ้าน ซึ่งมีให้เลือกสีทั้ง 7 สี ได้แก่ สีเขียวมรกต สีฟ้าทะเล สีขาวเมฆ สีชา สีเขียวหยก สีเทาดำ และสีเทาอัลลอยด์ ทั้งนี้กันสาดดีไลท์ ลอนคลื่น ซึ่งเหมาะกับการนำไปสร้างกลาสเฮาส์ โดยให้ปริมาณแสงส่องผ่านที่เหมาะสม ควรเลือกกันสาดดีไลท์ ลอนคลื่น สีขาวเมฆ
- กันสาดดีไลท์ ลอนเรียบ
กันสาดดีไลท์ ลอนเรียบ ผลิตจาก GRP (Glass Reinforced Polyester) หรือไฟเบอร์กลาส เป็นกันสาดทึบแสงแผ่นเรียบ และหลังคาโปร่งแสงแผ่นเรียบที่ช่วยป้องกันความร้อนจากภายนอก สะท้อนรังสียูวีได้ถึง 99% มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาวไอซ์ สีฟ้าคราม สีเทาดำ และสีเทาโมเดิร์น ทั้งนี้กันสาดดีไลท์ ลอนเรียบ อาจไม่เหมาะแก่การนำไปสร้างกลาสเฮาส์ยกเว้นสีขาวไอซ์ และสีฟ้าคราม ซึ่งเป็นหลังคาโปร่งแสงที่แสงธรรมชาติสามารถส่องผ่านได้ดี
- กันสาดดีไลท์ ลอนเรียบ 2 in 1
กันสาดดีไลท์ ลอนเรียบ 2 in 1 ที่ถูกพัฒนาไปอีกขั้น ที่มี 2 สีในแผ่น 1 เดียว ด้านบนได้สีที่ใช่ตามสไตล์ที่คุณชอบ ส่วนด้านล่างเป็นสีขาวได้ฝ้าในตัวด้วยนวัตกรรมการเคลือบฟิล์มสีขาว ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์โดยเฉพาะของกันสาดตราดีไลท์ จากแอมเพิลไลท์ มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีฟ้าคราม สีชา สีเทาดำ และสีอัลลอยด์ เนื่องจาก กันสาดมีปริมาณแสงส่องผ่านที่น้อย จึงไม่เหมาะกับการสร้างกลาสเฮาส์
สุดท้ายนี้ การเลือกใช้กันสาดใส หลังคาสกายไลท์ หรือกันสาดโปร่งแสง มาสร้างกลาสเฮาส์ ซึ่งสามารถเพิ่มพื้นที่การใช้สอย ทำให้บ้านดูกว้างขึ้น และช่วยให้บ้านดูทันสมัย ดังนั้น สำหรับใครที่กำลังหากันสาด เพื่อต่อเติมบ้านทำโซน Glass House ที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน ซึ่งมีคุณสมบัติสะท้อนความร้อน และรังสี UV ได้ หากสนใจสามารถสอบถาม หรือสั่งซื้อ ติดต่อเราได้ที่ Line: @kansaddlite หรือโทร 085-155-6532, 02-312-4949
